การจัดการห่วงโซ่อุปทาน: ด้านสังคม
ความสำคัญและพันธกิจ
กิจกรรมและผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่ามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของแสนสิริ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงต่อการกำหนดกลยุทธ์ การวางนโยบายองค์กร และการกำหนดแผนงานที่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการดำเนินธุรกิจ
แสนสิริตระหนักถึงผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบที่อาจเกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การก่อสร้างอาคาร การเลือกพื้นที่และออกแบบโครงสร้าง การจ้างงานและคุ้มครองสิทธิแรงงาน ตลอดจนผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่
ด้วยเหตุนี้ แสนสิริจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงโซ่อุปทานซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการสรรหา คัดเลือก การจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้าเป็นหลัก ภายใต้กรอบนโยบายด้านกิจการเพื่อสังคม นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แสนสิริมุ่งมั่นส่งเสริมให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนตระหนักถึงบทบาทของตนในการมีส่วนร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในระยะยาว
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าด้านสังคม
แนวทางการบริหารจัดการ
แสนสิริให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน ความช่วยเหลือและการสนับสนุนที่ดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในพื้นที่ที่แสนสิริเข้าไปพัฒนาโครงการต่างๆ
ในปี 2568 นี้บริษัท มุ่งขยายพอร์ตโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีศักยภาพสูง พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขตเมือง เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ บริษัทยังมีโครงการการขยายพื้นที่เชิงกลยุทธ์ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ ภูเก็ต พัทยา และขอนแก่น ซึ่งไม่เพียงเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ หากแต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

แนวทางการบริหารจัดการพอร์ตอสังหาริมทรัพย์
แสนสิริตระหนักถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่า (Tenants) ผู้อยู่อาศัย ลูกค้า หรือชุมชนโดยรอบ (Local Communities) ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเหล่านี้ โดยเฉพาะในมิติด้านสังคม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นโยบายการบริหารจัดการพอร์ตอสังหาริมทรัพย์
ด้วยเหตุนี้ จึงได้กำหนดนโยบายและกระบวนการที่ชัดเจนในการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้เช่าและชุมชน เพื่อให้สามารถรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารดังกล่าวดำเนินการผ่านช่องทางหลักของบริษัท ได้แก่ ช่องทางคอลเซ็นเตอร์ 1685 เว็บไซต์ของแสนสิริ และผ่านตัวแทนโครงการในการทำประชาพิจารณ์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูล นโยบาย และกิจกรรมของบริษัทได้อย่างทั่วถึงและโปร่งใส
นอกจากนี้ แสนสิริยังดำเนินกิจกรรมเชิงรุกเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้เช่าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเยี่ยมชุมชน การจัดประชุมร่วมกับผู้อยู่อาศัยหรือผู้เช่าในโครงการ การจัดตั้งตัวแทนบริษัทเพื่อรับฟังและประสานงานกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ในการปรับปรุงบริการและกิจกรรมต่าง ๆ ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้ดียิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น แสนสิริยังคงตระหนักถึงบทบาทของการบริหารพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ในฐานะกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะในบริบทของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า พนักงาน และผู้รับเหมา ซึ่งล้วนเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีบทบาทสำคัญต่อความยั่งยืนขององค์กร บริษัท จึงได้จัดทำนโยบายการบริหารจัดการพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ (Property Portfolio Management) ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานผ่านการกำหนดมาตรฐานด้านพื้นที่ใช้งานและทรัพย์สินที่ปลอดภัยและเหมาะสม ครอบคลุมทั้งสำนักงาน สถานที่ก่อสร้าง และพื้นที่ปฏิบัติงานอื่น ๆ พร้อมส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิต เช่น การจัดให้มีพื้นที่พักผ่อน ห้องน้ำที่เพียงพอ ระบบระบายอากาศ และสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยกิจกรรมทางธุรกิจต้องดำเนินไปภายใต้หลักการไม่เลือกปฏิบัติและการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งบริษัท ยังดำเนินการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำไปสู่การพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เช่าและชุมชนโดยรอบ รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินงานภายในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้า ผู้อยู่อาศัย และพันธมิตร สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนขององค์กร



การออกแบบและพัฒนาโครงการเพื่อทุกคน
แสนสิริให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลที่ตั้งของโครงการ โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชยกรรม และโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้เสีย เช่น คู่ค้า ผู้เช่า และผู้อยู่อาศัย สามารถเดินทางเข้าถึงโครงการได้อย่างสะดวกและทั่วถึงผ่านระบบขนส่งสาธารณะ
ในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาโครงการ บริษัทได้นำปัจจัยด้านการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะมาใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์การพิจารณา โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่มีโครงข่ายรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการพิจารณาเส้นทางการเข้าถึงโครงการในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาโครงการ รวมถึงในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment หรือ EIA) ของโครงการแสนสิริก่อนการก่อสร้างอีกด้วย
มากไปกว่านั้น แสนสิริยังคำนึงถึงการออกแบบพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ ผ่านการนำแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) มาใช้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ โรงแรม และพื้นที่ให้เช่า การออกแบบดังกล่าวครอบคลุมถึงการติดตั้งประตูบานเลื่อนแทนประตูลูกบิด การลดระดับพื้นต่างระดับในห้องน้ำ การใช้วัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทกในพื้นที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดให้มีทางลาดที่ได้มาตรฐานสำหรับผู้ใช้รถเข็น ทั้งบริเวณทางเข้าอาคารและพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ ยังมีการจัดให้มีห้องน้ำที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการหมุนและกลับรถของรถเข็น ปุ่มกดลิฟต์ที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับผู้พิการ และทางเดินที่มีพื้นผิวและสัญลักษณ์นำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา ทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบและตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของโครงการได้อย่างเท่าเทียม



โครงการที่สำคัญ
โครงการฟื้นฟูชุมชนหรือพัฒนาเมืองใหม่
ด้วยความตั้งใจดังกล่าว กลุ่มบริษัท ได้ดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดของโครงการที่ดำเนินการ ดังนี้:
โครงการ Sansiri Backyard
Sansiri Backyard คือแนวคิดพื้นที่สีเขียวภายในโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการสร้างพื้นที่ที่ “ปลูกเพื่อกิน ปลูกเพื่ออยู่ ปลูกเพื่อเรียนรู้” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พื้นที่สีเขียวสามารถสร้างคุณค่าได้จริง ทั้งในด้านการบริโภค ความงาม และการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน ในปี 2568 แนวคิดนี้ได้ถูกพัฒนาและขยายผลอย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อ Sansiri Backyard 2025 โดยมีการออกแบบที่ลึกซึ้งขึ้น ครอบคลุมทั้งมิติของการใช้งาน ความสวยงาม ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

Sansiri Backyard คือแนวคิดพื้นที่สีเขียวภายในโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ
“ปลูกเพื่อกิน ปลูกเพื่ออยู่ ปลูกเพื่อเรียนรู้”
โดยมีการกำหนดแนวคิดหลัก (Core Concepts) ดังนี้:
Sansiri Backyard จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการที่อยู่อาศัย แต่เป็นการออกแบบพื้นที่ที่มีบทบาทเชิงรุกในการฟื้นฟูเมืองอย่างยั่งยืน (Urban Regeneration) ผ่านการผสานฟังก์ชันการใช้ชีวิตเข้ากับธรรมชาติ ความงาม และการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศเมืองที่มีชีวิต มีคุณค่า และเติบโตไปพร้อมกับผู้คนอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากโครงการ Sansiri Backyard กลุ่มบริษัท ยังมีการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การก่อสร้างสะพานลอยคนเดินบริเวณหน้าโครงการ Dcondo Vivid Rangsit เพื่อเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการข้ามถนนในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น รวมถึงการปรับปรุงทางเท้าให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการใช้งานของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการออกแบบพื้นที่สาธารณะบริเวณด้านหน้าโครงการ เช่น NIA by Sansiri และ The Base Bukit Phuket ให้สามารถใช้งานได้จริง ควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นและสวยงาม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท ในการพัฒนาพื้นที่เมืองให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนในทุกบริบทที่เข้าไปดำเนินงาน
การบริหารจัดการคู่ค้า
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัท เชื่อว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง แสนสิริจึงเชื่อมั่นในการเพิ่มศักยภาพของคู่ค้าเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับแสนสิริและก้าวหน้าไปพร้อมกัน จึงได้ผนวกกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมการรักษาระดับผลประกอบการให้เติบโตสม่ำเสมอ การบริหารจัดการพอร์ตสินค้าพร้อมขาย รวมถึงการให้ความสำคัญกับสินค้า บริการ และความยั่งยืน เข้ามาเป็นหลักในการกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งสร้างคุณค่าให้กับทุกฝ่าย และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน บริษัท ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจรายใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น การใช้วัสดุที่มีความรับผิดชอบ ทำให้กลยุทธ์ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานมีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดหาวัสดุที่ต้องมีความต่อเนื่อง และการจัดซื้อจัดจ้างจากคู่ค้าที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัสดุหรือแรงงาน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างโครงการ ทั้งหมดนี้เพื่อให้บริษัท สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
5 กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของแสนสิริ ประกอบด้วย
ความยืดหยุ่นและความคล่องตัว
(Resilience and Agile)
บริษัท มุ่งมั่นจัดหาคู่ค้าและผู้รับเหมารายใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมก่อสร้างและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดหาคู่ค้าและผู้รับเหมารายใหม่จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าเดิมมากเกินไป และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์กระแสการอยู่อาศัยในอนาคต นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ดำเนินการจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้าที่มีบทบาทเชิงกลยุทธ์ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม
ความโปร่งใส
(Transparency)
บริษัท ได้ประกาศใช้นโยบายและมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวอย่างชัดเจน เพื่อให้คู่ค้ารับทราบเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ระบุไว้ในเงื่อนไขการชำระเงิน แนวปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่บริษัทมุ่งหวังให้คู่ค้าปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ความยั่งยืน
(ESG at Heart)
บริษัท ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนในทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการคู่ค้าและผู้รับเหมา ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก การตรวจประเมิน ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย โดยมุ่งลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)
ต้นทุนและความคุ้มค่า
(Worth the Cost)
แสนสิริให้ความสำคัญกับการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูง เป็นไปตามมาตรฐานด้านคุณภาพ ความคุ้มทุน ราคาที่เหมาะสม และความสามารถในการส่งมอบตรงตามกำหนดเวลา
ความร่วมมือและการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน (Innovation and Collaboration)
แสนสิริมุ่งแสวงหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและผู้รับเหมา ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ การพัฒนาศักยภาพร่วมกัน และการส่งเสริมนวัตกรรมในกระบวนการทำงาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ
โครงสร้างการบริหารจัดการคู่ค้า
โครงสร้างการบริหารจัดการคู่ค้าของแสนสิริ ประกอบด้วย
ฝ่ายจัดซื้อ
ฝ่ายประเมินราคา
ฝ่ายควบคุมคุณภาพ
ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างและสินค้าสำหรับโครงการต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรจะได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานและวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งดำเนินการสรรหาคู่ค้ารายใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนคู่ค้าสำหรับงานก่อสร้าง และเพิ่มโอกาสในการจัดหาสินค้าที่ตอบรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ โดยบริษัท ได้ผนวกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้าไว้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และกำหนดให้เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกคู่ค้าใหม่และคู่ค้าเดิมในระบบจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ

นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า
บริษัท ได้จัดทำนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย รวมถึงข้อกำหนดด้านคุณสมบัติและกระบวนการสรรหาคู่ค้าอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้จัดทำจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct: SCOC) ซึ่งครอบคลุมแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การจ้างงานและสภาพการทำงานที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการดำเนินงาน และจริยธรรมทางธุรกิจ โดยคู่ค้าของแสนสิริจำเป็นต้องรับทราบและปฏิบัติตามจรรยาบรรณดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทคาดหวัง แสนสิริจึงได้จัดให้มีการติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติงานของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคู่ค้าที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์หรือมีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน
ผลการดำเนินงานที่สำคัญ
บริษัท ดำเนินการติดตามและประเมินการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาคุณภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังมุ่งส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า นอกจากนี้ บริษัท ยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมีการรวบรวมปัญหาและแนวทางการจัดการที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำ และสนับสนุนการพัฒนาโครงการในอนาคตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในปี 2568 บริษัท มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้:
สัดส่วนมูลค่าการสั่งซื้อ ของคู่ค้าทั้งหมด
การระบุคู่ค้าสำคัญ
ในปี 2568 แสนสิริมีสัดส่วนมูลค่าการสั่งซื้อของคู่ค้าทั้งหมด ดังนี้ (Pie chart)
- มูลค่าการสั่งซื้อ 0-50 ล้านบาท = 98%
- มูลค่าการสั่งซื้อ 51-100 ล้านบาท = 1%
- มูลค่าการสั่งซื้อ >100 ล้านบาท = 1%
ทั้งนี้ แสนสิริได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการระบุคู่ค้าสำคัญทั้งที่ทำธุรกิจโดยตรง (Critical Tier 1) และไม่ได้ทำธุรกิจโดยตรง (Critical Non-Tier 1) กับแสนสิริ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดังนี้
-
Critical Tier 1
1. คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับแสนสิริโดยตรงที่มูลค่าการสั่งซื้อตั้งแต่ 50 ล้านบาทขี้นไป
2. คู่ค้าที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการที่สำคัญ ไม่สามารถเปลี่ยนหรือทดแทนได้
-
Critical Non-Tier 1
คู่ค้าของคู่ค้าสำคัญโดยตรงของแสนสิริ ที่มีปริมาณการซื้อขายสูง และจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการที่สำคัญ ไม่สามารถเปลี่ยนหรือทดแทนได้ ทั้งนี้ คู่ค้าดังกล่าวได้มีการส่งมอบสินค้าและบริการให้กับแสนสิริผ่านคู่ค้ารายสำคัญของแสนสิริ
คู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับแสนสิริโดยตรง (Critical Tier 1)
28 ราย
คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับแสนสิริโดยตรง (Critical Non-Tier 1)
116 ราย
การคัดเลือกคู่ค้า
แสนสิริดำเนินการคัดเลือกคู่ค้าทั้งรายใหม่และรายเดิมผ่านกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพที่ครอบคลุม โดยมีการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ตามกลุ่มการดำเนินงานประเภทของคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีความพร้อมในการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืนของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีการตรวจประเมินแหล่งผลิตก่อนเข้าสู่กระบวนการประมูลราคา เพื่อพิจารณาคุณภาพของกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจว่าแสนสิริจะสามารถส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่วางไว้
เกณฑ์ ESG ในการคัดเลือกและประเมินคู่ค้า สำหรับคู่ค้ารายใหม่ และคู่ค้าเดิม
สิ่งแวดล้อม
สังคม
บรรษัทภิบาล
การประเมินความเสี่ยงจากคู่ค้า
| คู่ค้า | ราย | ร้อยละ |
|---|---|---|
| จำนวนคู่ค้าทั้งหมด | 4,273 | 100 |
| จำนวนคู่ค้ารายใหม่ | 1,012 | 23 |
| จำนวนคู่ค้ารายใหม่ที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG | 186 | 4 |
| จำนวนคู่ค้าทั้งหมดที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG | 214 | 5 |
| จำนวนคู่ค้าทั้งหมดที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ | 214 | 5 |
จากผลการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG พบว่าในปี 2568 มีคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง (ESG High Risk Suppliers) จำนวน 0 ราย อย่างไรก็ตาม บริษัท ได้จัดเตรียมมาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไขไว้เพื่อรองรับกรณีที่อาจพบความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ แสนสิริยังได้ประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดจากคู่ค้า เช่น ความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าน้อยราย ความเสี่ยงจากการจัดส่งสินค้าไม่ทันต่อความต้องการ และความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ ในปี 2568 ไม่พบคู่ค้าที่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามบริษัท ได้มีการดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ดังนี้

การตรวจประเมินคู่ค้า
แสนสิริมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภายใต้กรอบจรรยาบรรณคู่ค้าและแนวทางการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน โดยจัดให้มีการติดตามและตรวจประเมินคุณภาพการดำเนินงานและคุณภาพของสินค้าเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ด้วยความร่วมมือของฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ ฝ่ายโฮมแคร์ และฝ่ายพัฒนาโครงการ ซึ่งดำเนินการทั้งในระหว่างและหลังการดำเนินโครงการต่าง ๆ นอกจากนี้ บริษัท ยังได้บูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยจัดทำแบบประเมินที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับกระบวนการคัดเลือกคู่ค้า ทั้งนี้ หากพบว่าคู่ค้าใดมีระดับความเสี่ยงสูง บริษัท จะกำหนดให้มีการจัดทำแผนมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา แสนสิริได้กำหนดให้คู่ค้าทางธุรกิจต้องแสดงเอกสารรับรองการประเมินด้านความยั่งยืนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบรับรอง Green Factory จากกระทรวงอุตสาหกรรม หรือฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท







การตรวจสอบคุณภาพโครงการ
แสนสิริดำเนินการตรวจประเมินคุณภาพโครงการทั้งในระหว่างการก่อสร้างและหลังเสร็จสิ้นโครงการ โดยครอบคลุมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างและคุณภาพของงานก่อสร้างโดยรวม การประเมินดำเนินการโดยฝ่ายพัฒนาโครงการและฝ่ายควบคุมคุณภาพ ผ่านแอปพลิเคชันควบคุมคุณภาพ (QC Application) ซึ่งใช้ในการตรวจสอบจุดบกพร่องและรายการซ่อมที่เกิดขึ้นในแต่ละโครงการ ช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2568 แสนสิริได้รับข้อร้องเรียนด้านคุณภาพจำนวน 1 เรื่อง ซึ่งสะท้อนกระบวนการ ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและต่อเนื่องและเพื่อลดจำนวนข้อร้องเรียนจากลูกค้าในด้านคุณภาพของโครงการ

การตรวจประเมินการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้า (ESG Audit)
แสนสิริกำหนดให้คู่ค้ารายสำคัญ (Critical Supplier) และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงด้าน ESG (ESG High Risk Supplier) ต้องได้รับการตรวจประเมินด้าน ESG แบบลงพื้นที่ (ESG Onsite Audit) ด้วยเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมการบริหารจัดการคุณภาพ สิทธิมนุษยชนเด็กและแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ของแสนสิริ โดยหน่วยงานหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ และฝ่ายพัฒนาโครงการ ในปี 2568 บริษัท ได้ดำเนินการประเมินการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้าผ่านทั้งการลงพื้นที่และการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
ทั้งนี้ หากพบว่าคู่ค้าที่ได้รับการประเมินด้าน ESG และจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) มีประเด็นที่ต้องปรับปรุง แสนสิริจะดำเนินการหารือร่วมกับคู่ค้าเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไข พร้อมให้คำแนะนำเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง
| คู่ค้ารายสำคัญ | ราย | ร้อยละ |
|---|---|---|
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญและคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงด้าน ESG ทั้งหมด | 28 | 100 |
|
จำนวนคู่ค้ารายสำคัญและ/หรือคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงด้าน ESG ที่ได้รับการตรวจประเมิน ESG
|
28 | 100 |
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญและ/หรือคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับการตรวจประเมิน ESG และพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม | 0 | 0 |
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญและ/หรือคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการตรวจประเมิน และมีแผนงานเพื่อปรับปรุงประเด็นดังกล่าว | 0 | 0 |
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญและ/หรือคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับการตรวจประเมิน ESG และพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสังคม | 0 | 0 |
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญและ/หรือคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสังคมจากการตรวจประเมิน และมีแผนงานเพื่อปรับปรุงประเด็นดังกล่าว | 0 | 0 |
| จำนวนคู่ค้ารายสำคัญและ/หรือคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับการตรวจประเมิน ESG และพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และถูกสิ้นสุดสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง | 0 | 0 |
รางวัลแห่งความสำเร็จ

ในปี 2568 บริษัท ได้รับรางวัล Highly Commended Sustainable Supply Chain Management Awards 2025 จาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน โดยตระหนักถึงบทบาทของห่วงโซ่อุปทานในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของคู่ค้าให้เติบโตไปพร้อมกับแสนสิริ ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า รวมถึงเสริมสร้างรายได้และชื่อเสียงขององค์กรในระยะยาว
รางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกับคู่ค้า โดยแสนสิริเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกและรายเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ 2 ปีซ้อน จากโครงการนวัตกรรมสีรักษ์โลก โดยแสนสิริจับมือกับ นิปปอนเพ้นต์ (ประเทศไทย) พัฒนาสีที่มีคุณสมบัติสะท้อนและลดการดูดซับความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้จริง ซึ่งจากการประเมินการใช้พลังงาน พบว่าการใช้นวัตกรรมสีนี้สามารถ ลดการใช้พลังงานได้มากถึง 16% พร้อมลดความร้อนสะสมภายในบ้านได้อย่างชัดเจน ด้วยผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ แสนสิริได้เตรียมนำนวัตกรรมสีรักษ์โลกนี้ไปใช้จริงในโครงการแนวราบใหม่ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ เป็นการตอกย้ำการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอสังหาฯ ของไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน
รางวัลและเกียรติประวัติ









