ความสำคัญและพันธกิจ

กิจกรรมและผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่ามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของแสนสิริ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงต่อการกำหนดกลยุทธ์ การวางนโยบายองค์กร และการกำหนดแผนงานที่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการดำเนินธุรกิจ

แสนสิริตระหนักถึงผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบที่อาจเกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การก่อสร้างอาคาร การเลือกพื้นที่และออกแบบโครงสร้าง การจ้างงานและคุ้มครองสิทธิแรงงาน ตลอดจนผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่

ด้วยเหตุนี้ แสนสิริจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงโซ่อุปทานซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการสรรหา คัดเลือก การจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้าเป็นหลัก ภายใต้กรอบนโยบายด้านกิจการเพื่อสังคม นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แสนสิริมุ่งมั่นส่งเสริมให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนตระหนักถึงบทบาทของตนในการมีส่วนร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในระยะยาว

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

SDGs 9:  โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
เป้าหมายที่ 9
โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
SDGs 10: การลดความเหลื่อมล้ำ
เป้าหมายที่ 10
การลดความเหลื่อมล้ำ
SDGs 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 11
เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
SDGs 12:  การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 12
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
SDGs 15: ระบบนิเวศบนบก
เป้าหมายที่ 15
ระบบนิเวศบนบก

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าด้านสังคม

แนวทางการบริหารจัดการ

แสนสิริให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน ความช่วยเหลือและการสนับสนุนที่ดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในพื้นที่ที่แสนสิริเข้าไปพัฒนาโครงการต่างๆ

ในปี 2568 นี้บริษัท มุ่งขยายพอร์ตโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีศักยภาพสูง พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขตเมือง เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ บริษัทยังมีโครงการการขยายพื้นที่เชิงกลยุทธ์ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ ภูเก็ต พัทยา และขอนแก่น ซึ่งไม่เพียงเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ หากแต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

แนวทางการบริหารจัดการพอร์ตอสังหาริมทรัพย์

แสนสิริตระหนักถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่า (Tenants) ผู้อยู่อาศัย ลูกค้า หรือชุมชนโดยรอบ (Local Communities) ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเหล่านี้ โดยเฉพาะในมิติด้านสังคม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นโยบายการบริหารจัดการพอร์ตอสังหาริมทรัพย์

ด้วยเหตุนี้ จึงได้กำหนดนโยบายและกระบวนการที่ชัดเจนในการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้เช่าและชุมชน เพื่อให้สามารถรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารดังกล่าวดำเนินการผ่านช่องทางหลักของบริษัท ได้แก่ ช่องทางคอลเซ็นเตอร์ 1685 เว็บไซต์ของแสนสิริ และผ่านตัวแทนโครงการในการทำประชาพิจารณ์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูล นโยบาย และกิจกรรมของบริษัทได้อย่างทั่วถึงและโปร่งใส

ช่องทางคอลเซ็นเตอร์ 1685
เว็บไซต์ของแสนสิริ
ตัวแทนโครงการในการทำประชาพิจารณ์

นอกจากนี้ แสนสิริยังดำเนินกิจกรรมเชิงรุกเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้เช่าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเยี่ยมชุมชน การจัดประชุมร่วมกับผู้อยู่อาศัยหรือผู้เช่าในโครงการ การจัดตั้งตัวแทนบริษัทเพื่อรับฟังและประสานงานกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ในการปรับปรุงบริการและกิจกรรมต่าง ๆ ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้ดียิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น แสนสิริยังคงตระหนักถึงบทบาทของการบริหารพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ในฐานะกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะในบริบทของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า พนักงาน และผู้รับเหมา ซึ่งล้วนเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีบทบาทสำคัญต่อความยั่งยืนขององค์กร บริษัท จึงได้จัดทำนโยบายการบริหารจัดการพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ (Property Portfolio Management) ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานผ่านการกำหนดมาตรฐานด้านพื้นที่ใช้งานและทรัพย์สินที่ปลอดภัยและเหมาะสม ครอบคลุมทั้งสำนักงาน สถานที่ก่อสร้าง และพื้นที่ปฏิบัติงานอื่น ๆ พร้อมส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิต เช่น การจัดให้มีพื้นที่พักผ่อน ห้องน้ำที่เพียงพอ ระบบระบายอากาศ และสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยกิจกรรมทางธุรกิจต้องดำเนินไปภายใต้หลักการไม่เลือกปฏิบัติและการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งบริษัท ยังดำเนินการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำไปสู่การพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เช่าและชุมชนโดยรอบ รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินงานภายในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้า ผู้อยู่อาศัย และพันธมิตร สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนขององค์กร

การออกแบบและพัฒนาโครงการเพื่อทุกคน

แสนสิริให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลที่ตั้งของโครงการ โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชยกรรม และโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้เสีย เช่น คู่ค้า ผู้เช่า และผู้อยู่อาศัย สามารถเดินทางเข้าถึงโครงการได้อย่างสะดวกและทั่วถึงผ่านระบบขนส่งสาธารณะ

ในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาโครงการ บริษัทได้นำปัจจัยด้านการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะมาใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์การพิจารณา โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่มีโครงข่ายรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการพิจารณาเส้นทางการเข้าถึงโครงการในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาโครงการ รวมถึงในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment หรือ EIA) ของโครงการแสนสิริก่อนการก่อสร้างอีกด้วย

มากไปกว่านั้น แสนสิริยังคำนึงถึงการออกแบบพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ ผ่านการนำแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) มาใช้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ โรงแรม และพื้นที่ให้เช่า การออกแบบดังกล่าวครอบคลุมถึงการติดตั้งประตูบานเลื่อนแทนประตูลูกบิด การลดระดับพื้นต่างระดับในห้องน้ำ การใช้วัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทกในพื้นที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดให้มีทางลาดที่ได้มาตรฐานสำหรับผู้ใช้รถเข็น ทั้งบริเวณทางเข้าอาคารและพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ ยังมีการจัดให้มีห้องน้ำที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการหมุนและกลับรถของรถเข็น ปุ่มกดลิฟต์ที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับผู้พิการ และทางเดินที่มีพื้นผิวและสัญลักษณ์นำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา ทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบและตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของโครงการได้อย่างเท่าเทียม

โครงการที่สำคัญ

โครงการฟื้นฟูชุมชนหรือพัฒนาเมืองใหม่

ด้วยความตั้งใจดังกล่าว กลุ่มบริษัท ได้ดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดของโครงการที่ดำเนินการ ดังนี้:

โครงการ Sansiri Backyard

Sansiri Backyard คือแนวคิดพื้นที่สีเขียวภายในโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการสร้างพื้นที่ที่ “ปลูกเพื่อกิน ปลูกเพื่ออยู่ ปลูกเพื่อเรียนรู้” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พื้นที่สีเขียวสามารถสร้างคุณค่าได้จริง ทั้งในด้านการบริโภค ความงาม และการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน ในปี 2568 แนวคิดนี้ได้ถูกพัฒนาและขยายผลอย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อ Sansiri Backyard 2025 โดยมีการออกแบบที่ลึกซึ้งขึ้น ครอบคลุมทั้งมิติของการใช้งาน ความสวยงาม ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

Sansiri Backyard คือแนวคิดพื้นที่สีเขียวภายในโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ

“ปลูกเพื่อกิน ปลูกเพื่ออยู่ ปลูกเพื่อเรียนรู้”

โดยมีการกำหนดแนวคิดหลัก (Core Concepts) ดังนี้:

01

Edible Landscape

การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้สามารถใช้ประโยชน์ด้านอาหาร เช่น การปลูกผักสวนครัว สมุนไพร และผลไม้ เป็นการใช้พื้นที่ว่างในเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านโภชนาการ การเรียนรู้ และการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน

02

Photogenic Scene & Entrance

การออกแบบพื้นที่ให้มีความสวยงามและน่าดึงดูด ช่วยสร้างภาพจำใหม่ให้กับเมือง และกระตุ้นให้เกิดการใช้งานพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

03

Universal Accessible Design

การออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้พิการ เป็นการสร้างเมืองที่ครอบคลุมและเป็นธรรม

04

Community Engagement

การเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยมีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาพื้นที่สีเขียว ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ และเสริมสร้างความสัมพันธ์และทุนทางสังคมในชุมชนเมือง

05

Learning Space

พื้นที่หลังบ้านสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เพื่อปลูกฝังแนวคิดการใช้ชีวิตที่ฟื้นฟูและเกื้อกูลธรรมชาติให้กับคนเมือง

06

Sustainability Integration

การนำแนวคิดพื้นที่หลังบ้านไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร เช่น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเมืองที่ดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

07

Plant Selection Strategy

การจัดสรรพืชในสัดส่วนที่เหมาะสม ได้แก่ ร้อยละ 70 เป็นพืชที่สามารถบริโภคได้ ร้อยละ 20 เป็นสมุนไพร และร้อยละ 10 เป็นพืชเพื่อความสวยงาม เพื่อผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความงามของพื้นที่เมืองอย่างลงตัว

Sansiri Backyard จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการที่อยู่อาศัย แต่เป็นการออกแบบพื้นที่ที่มีบทบาทเชิงรุกในการฟื้นฟูเมืองอย่างยั่งยืน (Urban Regeneration) ผ่านการผสานฟังก์ชันการใช้ชีวิตเข้ากับธรรมชาติ ความงาม และการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศเมืองที่มีชีวิต มีคุณค่า และเติบโตไปพร้อมกับผู้คนอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากโครงการ Sansiri Backyard กลุ่มบริษัท ยังมีการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การก่อสร้างสะพานลอยคนเดินบริเวณหน้าโครงการ Dcondo Vivid Rangsit เพื่อเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการข้ามถนนในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น รวมถึงการปรับปรุงทางเท้าให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการใช้งานของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการออกแบบพื้นที่สาธารณะบริเวณด้านหน้าโครงการ เช่น NIA by Sansiri และ The Base Bukit Phuket ให้สามารถใช้งานได้จริง ควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นและสวยงาม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท ในการพัฒนาพื้นที่เมืองให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนในทุกบริบทที่เข้าไปดำเนินงาน

การบริหารจัดการคู่ค้า

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมาย
ผลการดำเนินงาน
หน่วยงาน
เป้าหมาย

รักษาคุณภาพของโครงการ ครอบคลุมมาตรฐานคุณภาพสินค้า งานรับเหมาโครงการ ประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยมีข้อร้องเรียนไม่เกิน 5 รายการ

ผลการดำเนินงาน

ได้รับข้อร้องเรียน

รายการ

หน่วยงาน

ฝ่ายควบคุมคุณภาพจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลทุกปี

เป้าหมาย

มีการตรวจประเมินคู่ค้ารายใหม่ และคู่ค้าที่มีมูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืน

ผลการดำเนินงาน

คู่ค้าที่มียอดการสั่งชื้อ 50 ล้านบาท ขึ้นไป มีจํานวน ราย และผ่านการ ประเมินด้านความยั่งยืนจํานวน 28 ราย คิดเป็น

ร้อยละ

หน่วยงาน

ฝ่ายบัญชีจัดเก็บข้อมูลทุกเดือนผ่านระบบ Vendor Portal

เป้าหมาย

การสื่อสาร Supplier Code of Conduct และคู่ค้าลงนามรับทราบทุกราย

ผลการดำเนินงาน

ฝ่ายจัดซื้อมีการสื่อสาร จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจกับคู่ค้า และมีการลงนามรับทราบทุกราย

หน่วยงาน

ฝ่ายจัดซื้อสื่อสารให้คู่ค้ารับทราบผ่านทาง email

เป้าหมาย

ภายในปี 2568 จัดซื้อวัสดุ “LOW-CARBON” ที่ได้รับการรับรองจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ในสัดส่วน 30% ผ่านการจัดซื้อของแสนสิริ

ผลการดำเนินงาน

จัดชื้อวัสดุคาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรอง

ร้อยละ

หน่วยงาน

ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายพัฒนาโครงการประเมินและคัดเลือกวัสดุตามเกณฑ์ก่อนการจัดซื้อ

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัท เชื่อว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง แสนสิริจึงเชื่อมั่นในการเพิ่มศักยภาพของคู่ค้าเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับแสนสิริและก้าวหน้าไปพร้อมกัน จึงได้ผนวกกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมการรักษาระดับผลประกอบการให้เติบโตสม่ำเสมอ การบริหารจัดการพอร์ตสินค้าพร้อมขาย รวมถึงการให้ความสำคัญกับสินค้า บริการ และความยั่งยืน เข้ามาเป็นหลักในการกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งสร้างคุณค่าให้กับทุกฝ่าย และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน บริษัท ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจรายใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น การใช้วัสดุที่มีความรับผิดชอบ ทำให้กลยุทธ์ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานมีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดหาวัสดุที่ต้องมีความต่อเนื่อง และการจัดซื้อจัดจ้างจากคู่ค้าที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัสดุหรือแรงงาน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างโครงการ ทั้งหมดนี้เพื่อให้บริษัท สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

5 กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของแสนสิริ ประกอบด้วย

ความยืดหยุ่นและความคล่องตัว
(Resilience and Agile)

บริษัท มุ่งมั่นจัดหาคู่ค้าและผู้รับเหมารายใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมก่อสร้างและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดหาคู่ค้าและผู้รับเหมารายใหม่จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าเดิมมากเกินไป และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์กระแสการอยู่อาศัยในอนาคต นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ดำเนินการจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้าที่มีบทบาทเชิงกลยุทธ์ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม

ความโปร่งใส
(Transparency)

บริษัท ได้ประกาศใช้นโยบายและมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวอย่างชัดเจน เพื่อให้คู่ค้ารับทราบเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ระบุไว้ในเงื่อนไขการชำระเงิน แนวปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่บริษัทมุ่งหวังให้คู่ค้าปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ความยั่งยืน
(ESG at Heart)

บริษัท ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนในทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการคู่ค้าและผู้รับเหมา ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก การตรวจประเมิน ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย โดยมุ่งลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)

ต้นทุนและความคุ้มค่า
(Worth the Cost)

แสนสิริให้ความสำคัญกับการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูง เป็นไปตามมาตรฐานด้านคุณภาพ ความคุ้มทุน ราคาที่เหมาะสม และความสามารถในการส่งมอบตรงตามกำหนดเวลา

ความร่วมมือและการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน (Innovation and Collaboration)

แสนสิริมุ่งแสวงหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและผู้รับเหมา ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ การพัฒนาศักยภาพร่วมกัน และการส่งเสริมนวัตกรรมในกระบวนการทำงาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ

โครงสร้างการบริหารจัดการคู่ค้า

โครงสร้างการบริหารจัดการคู่ค้าของแสนสิริ ประกอบด้วย

ฝ่ายจัดซื้อ
ฝ่ายประเมินราคา
ฝ่ายควบคุมคุณภาพ

ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างและสินค้าสำหรับโครงการต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรจะได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานและวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งดำเนินการสรรหาคู่ค้ารายใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนคู่ค้าสำหรับงานก่อสร้าง และเพิ่มโอกาสในการจัดหาสินค้าที่ตอบรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ โดยบริษัท ได้ผนวกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้าไว้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และกำหนดให้เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกคู่ค้าใหม่และคู่ค้าเดิมในระบบจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ

นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า

บริษัท ได้จัดทำนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย รวมถึงข้อกำหนดด้านคุณสมบัติและกระบวนการสรรหาคู่ค้าอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้จัดทำจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct: SCOC) ซึ่งครอบคลุมแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การจ้างงานและสภาพการทำงานที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการดำเนินงาน และจริยธรรมทางธุรกิจ โดยคู่ค้าของแสนสิริจำเป็นต้องรับทราบและปฏิบัติตามจรรยาบรรณดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทคาดหวัง แสนสิริจึงได้จัดให้มีการติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติงานของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคู่ค้าที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์หรือมีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน

นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ แสนสิริ

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

บริษัท ดำเนินการติดตามและประเมินการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาคุณภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังมุ่งส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า นอกจากนี้ บริษัท ยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมีการรวบรวมปัญหาและแนวทางการจัดการที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำ และสนับสนุนการพัฒนาโครงการในอนาคตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในปี 2568 บริษัท มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้:

สัดส่วนมูลค่าการสั่งซื้อ ของคู่ค้าทั้งหมด

การระบุคู่ค้าสำคัญ

ในปี 2568 แสนสิริมีสัดส่วนมูลค่าการสั่งซื้อของคู่ค้าทั้งหมด ดังนี้ (Pie chart)

  1. มูลค่าการสั่งซื้อ 0-50 ล้านบาท = 98%
  2. มูลค่าการสั่งซื้อ 51-100 ล้านบาท = 1%
  3. มูลค่าการสั่งซื้อ >100 ล้านบาท = 1%

ทั้งนี้ แสนสิริได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการระบุคู่ค้าสำคัญทั้งที่ทำธุรกิจโดยตรง (Critical Tier 1) และไม่ได้ทำธุรกิจโดยตรง (Critical Non-Tier 1) กับแสนสิริ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดังนี้

  • Critical Tier 1

    1. คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับแสนสิริโดยตรงที่มูลค่าการสั่งซื้อตั้งแต่ 50 ล้านบาทขี้นไป

    2. คู่ค้าที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการที่สำคัญ ไม่สามารถเปลี่ยนหรือทดแทนได้

  • Critical Non-Tier 1

    คู่ค้าของคู่ค้าสำคัญโดยตรงของแสนสิริ ที่มีปริมาณการซื้อขายสูง และจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการที่สำคัญ ไม่สามารถเปลี่ยนหรือทดแทนได้ ทั้งนี้ คู่ค้าดังกล่าวได้มีการส่งมอบสินค้าและบริการให้กับแสนสิริผ่านคู่ค้ารายสำคัญของแสนสิริ

คู่ค้าทั้งหมดในปี 2568
4,273 ราย

คู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับแสนสิริโดยตรง (Critical Tier 1)

28 ราย

คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับแสนสิริโดยตรง (Critical Non-Tier 1)

116 ราย

การคัดเลือกคู่ค้า

แสนสิริดำเนินการคัดเลือกคู่ค้าทั้งรายใหม่และรายเดิมผ่านกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพที่ครอบคลุม โดยมีการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ตามกลุ่มการดำเนินงานประเภทของคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีความพร้อมในการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืนของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีการตรวจประเมินแหล่งผลิตก่อนเข้าสู่กระบวนการประมูลราคา เพื่อพิจารณาคุณภาพของกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจว่าแสนสิริจะสามารถส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่วางไว้

เกณฑ์ ESG ในการคัดเลือกและประเมินคู่ค้า สำหรับคู่ค้ารายใหม่ และคู่ค้าเดิม

สิ่งแวดล้อม
การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย และข้อบังคับต่าง ๆ พร้อมมาตรฐานป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบการดำเนินงานของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการส่งเสริมให้พนักงานใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สังคม
การดำเนินงานตามหลักสิทธิมนุษยชนและแรงงานอย่างเคร่งครัด ไม่มีการบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือแรงงานเด็ก รวมถึงการการปฏิบัติต่อลูกจ้างด้วยความเป็นธรรม
บรรษัทภิบาล
การยึดมั่นในหลักจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยส่งเสริมความร่วมมือภายใต้นโยบายไม่รับของขวัญและนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีระบบควบคุมคุณภาพในการส่งมอบสินค้าและบริการ

การประเมินความเสี่ยงจากคู่ค้า

จากผลการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG พบว่าในปี 2568 มีคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง (ESG High Risk Suppliers) จำนวน 0 ราย อย่างไรก็ตาม บริษัท ได้จัดเตรียมมาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไขไว้เพื่อรองรับกรณีที่อาจพบความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ แสนสิริยังได้ประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดจากคู่ค้า เช่น ความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าน้อยราย ความเสี่ยงจากการจัดส่งสินค้าไม่ทันต่อความต้องการ และความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ ในปี 2568 ไม่พบคู่ค้าที่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามบริษัท ได้มีการดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ดังนี้

01
ดำเนินการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างจากแหล่งผู้ผลิตโดยตรง พร้อมทั้งใช้กระบวนการประกวดราคาและประเมินคุณภาพสินค้าอย่างเปิดเผยและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสในการจัดหา
02
มีการกำหนดราคาส่งมอบวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัสดุในตลาด
03
แสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของโครงการในอนาคต และลดการพึ่งพาคู่ค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป
04
จัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ติดตามการเปลี่ยงแปลงของราคาวัสดุก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถวางแผนและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

การตรวจประเมินคู่ค้า

แสนสิริมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภายใต้กรอบจรรยาบรรณคู่ค้าและแนวทางการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน โดยจัดให้มีการติดตามและตรวจประเมินคุณภาพการดำเนินงานและคุณภาพของสินค้าเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ด้วยความร่วมมือของฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ ฝ่ายโฮมแคร์ และฝ่ายพัฒนาโครงการ ซึ่งดำเนินการทั้งในระหว่างและหลังการดำเนินโครงการต่าง ๆ นอกจากนี้ บริษัท ยังได้บูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยจัดทำแบบประเมินที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับกระบวนการคัดเลือกคู่ค้า ทั้งนี้ หากพบว่าคู่ค้าใดมีระดับความเสี่ยงสูง บริษัท จะกำหนดให้มีการจัดทำแผนมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา แสนสิริได้กำหนดให้คู่ค้าทางธุรกิจต้องแสดงเอกสารรับรองการประเมินด้านความยั่งยืนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบรับรอง Green Factory จากกระทรวงอุตสาหกรรม หรือฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท

การตรวจสอบคุณภาพโครงการ

แสนสิริดำเนินการตรวจประเมินคุณภาพโครงการทั้งในระหว่างการก่อสร้างและหลังเสร็จสิ้นโครงการ โดยครอบคลุมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างและคุณภาพของงานก่อสร้างโดยรวม การประเมินดำเนินการโดยฝ่ายพัฒนาโครงการและฝ่ายควบคุมคุณภาพ ผ่านแอปพลิเคชันควบคุมคุณภาพ (QC Application) ซึ่งใช้ในการตรวจสอบจุดบกพร่องและรายการซ่อมที่เกิดขึ้นในแต่ละโครงการ ช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2568 แสนสิริได้รับข้อร้องเรียนด้านคุณภาพจำนวน 1 เรื่อง ซึ่งสะท้อนกระบวนการ ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและต่อเนื่องและเพื่อลดจำนวนข้อร้องเรียนจากลูกค้าในด้านคุณภาพของโครงการ

การตรวจประเมินการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้า (ESG Audit)

แสนสิริกำหนดให้คู่ค้ารายสำคัญ (Critical Supplier) และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงด้าน ESG (ESG High Risk Supplier) ต้องได้รับการตรวจประเมินด้าน ESG แบบลงพื้นที่ (ESG Onsite Audit) ด้วยเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมการบริหารจัดการคุณภาพ สิทธิมนุษยชนเด็กและแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ของแสนสิริ โดยหน่วยงานหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ และฝ่ายพัฒนาโครงการ ในปี 2568 บริษัท ได้ดำเนินการประเมินการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้าผ่านทั้งการลงพื้นที่และการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

ทั้งนี้ หากพบว่าคู่ค้าที่ได้รับการประเมินด้าน ESG และจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) มีประเด็นที่ต้องปรับปรุง แสนสิริจะดำเนินการหารือร่วมกับคู่ค้าเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไข พร้อมให้คำแนะนำเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง

รางวัลแห่งความสำเร็จ

ในปี 2568 บริษัท ได้รับรางวัล Highly Commended Sustainable Supply Chain Management Awards 2025 จาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน โดยตระหนักถึงบทบาทของห่วงโซ่อุปทานในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของคู่ค้าให้เติบโตไปพร้อมกับแสนสิริ ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า รวมถึงเสริมสร้างรายได้และชื่อเสียงขององค์กรในระยะยาว

รางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกับคู่ค้า โดยแสนสิริเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกและรายเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ 2 ปีซ้อน จากโครงการนวัตกรรมสีรักษ์โลก โดยแสนสิริจับมือกับ นิปปอนเพ้นต์ (ประเทศไทย) พัฒนาสีที่มีคุณสมบัติสะท้อนและลดการดูดซับความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้จริง ซึ่งจากการประเมินการใช้พลังงาน พบว่าการใช้นวัตกรรมสีนี้สามารถ ลดการใช้พลังงานได้มากถึง 16% พร้อมลดความร้อนสะสมภายในบ้านได้อย่างชัดเจน ด้วยผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ แสนสิริได้เตรียมนำนวัตกรรมสีรักษ์โลกนี้ไปใช้จริงในโครงการแนวราบใหม่ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ เป็นการตอกย้ำการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอสังหาฯ ของไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน

รางวัลและเกียรติประวัติ

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ลูกค้า ผู้เช่าและผู้อาศัย
ลูกค้า ผู้เช่าและผู้อาศัย
ชุมชนและสังคม
ชุมชนและสังคม
คู่ค้าและพันธมิตร
คู่ค้าและพันธมิตร

โครงการที่สำคัญ