การจัดการห่วงโซ่อุปทาน: ด้านสิ่งแวดล้อม
ความสำคัญและพันธกิจ
แสนสิริให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าในมิติสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยมองว่าความสัมพันธ์กับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่กิจกรรมทางธุรกิจหรือการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น
หากแต่ยังครอบคลุมถึงการร่วมกันกำหนดเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมแนวทางการดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกระดับของห่วงโซ่คุณค่า แสนสิริมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยไม่เพียงแต่ร่วมมือกับคู่ค้าในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังขยายบทบาทความร่วมมือไปยังผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง อาทิ ผู้เช่า ลูกค้า ผู้อยู่อาศัย ชุมชน และสังคม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านห่วงโซ่อุปทานในประเด็นด้านการจัดการคู่ค้าและมิติสังคม สามารถศึกษาได้ในบท “การจัดการห่วงโซ่อุปทาน: ด้านสังคม”
การจัดการห่วงโซ่อุปทาน: ด้านสังคมการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน



แนวทางการ บริหารจัดการ
แสนสิริมุ่งมั่นในการบริหารจัดการพอร์ตอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล (ESG) เข้าในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การใช้พื้นที่ภายในโครงการ ไปจนถึงการบริหารจัดการหลังการขาย
เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างบริษัท ผู้เช่า ลูกค้า ผู้อยู่อาศัย และผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยื่งการให้ความมั่นใจว่าลูกค้าของแสนสิริจะได้รับประสบการณ์การอยู่อาศัย โดยมีคุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยม ภายใต้โครงการที่ออกแบบด้วยแนวคิด Sansiri Sustainable Design บริษัท จึงได้จัดทำนโยบายการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ (Property Portfolio Management) เพื่อส่งเสริมแนวทางการดำเนินงานที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เพียงแต่จะครอบคลุมกิจกรรมของแสนสิริเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมถึงกิจกรรมหรือผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับทุกโครงการภายใต้การบริหารจัดการของแสนสิริ (Sansiri’s Portfolio) รวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ ผู้รับเหมา คู่ค้า ผู้อยู่อาศัย และกลุ่มผู้เช่า ที่มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่โครงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้พลังงาน การจัดการของเสีย หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่แสนสิริให้ความสำคัญที่จะต้องดำเนินการไปในทางเดียวกันในทุกโครงการ (Property Portfolio) ของแสนสิริ นอกจากนี้ บริษัท ยังได้กำหนดนโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ขึ้นเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันในทุกพื้นที่โครงการ
มลพิษและทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแสนสิริได้ยกระดับแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนไปสู่ผู้เช่าในรูปแบบของสัญญาเช่าแบบสีเขียว (Green Lease) ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อกำหนดด้าน ESG ผนวกไว้ในสัญญาเช่า ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่มีผู้เช่าในพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ ได้แก่ สิริแคมปัส และฮาบิโตะมอลล์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อสังคม และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรในระยะยาวร่วมกับผู้เช่า และการพัฒนาแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานของพื้นที่เช่าอย่างต่อเนื่อง การจัดการของเสียโดยเน้นการแยกขยะต้นทางและการรีไซเคิล การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality Management) นอกจากนี้ แสนสิริยังส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในรูปแบบของการมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน เช่น การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมใน T77 Community (CSR) เช่น กิจกรรมเพื่อชุมชน (การบริจาคโลหิต การบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย) โครงการส่งเสริมสุขภาพ (Active Run, Ice Bath & Sound Healing, Yoga) และการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว



ผลการดำเนินงานที่สำคัญ
ภายใต้แนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการพัฒนาโครงการและการใช้งานของลูกค้า ผู้เช่า และผู้อยู่อาศัยโดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและการลดผลกระทบจากการดำเนินงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่โครงการอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Panel) สำหรับโครงการแนวสูงและแนวราบของแสนสิริ
โครงการแนวราบ ติดตั้งทุกคลับเฮ้าส์ของโครงการใหม่ และติดตั้งให้ที่บ้านทุกหลังที่มีขนาด 340 ตร.ม.

โครงการแนวสูง ติดตั้งทุกโครงการ

โดยปัจจุบัน แสนสิริได้ขยายการดำเนินงานนี้ไปยังโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตสําเร็จรูปซึ่งได้เป็นโรงงานพรีคาสต์สีเขียวแห่งแรกของประเทศไทย รวมถึงโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน โรงแรมเดอะ เภรี โฮเต็ล หัวหินและเขาใหญ่ ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกัน แสนสิริยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยบูรณาการแนวคิดการปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติเข้ากับทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นระบบ บริษัท ดำเนินการเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบนิเวศและลดการรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต พร้อมทั้งเลือกใช้พันธุ์ไม้จากป่าปลูกที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคพืชและการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น มากไปกว่านั้น การปลูกต้นไม้นั้นได้ดำเนินการตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านการเตรียมพื้นที่ วางตำแหน่ง คำนวณระยะห่าง และการค้ำยัน เพื่อให้ต้นไม้สามารถเติบโตได้ในระยะยาว
ตัวอย่างโครงการที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว ได้แก่:

Via34

Valles HAUS

Monument Thonglor
แสนสิริยังได้ดำเนินการติดตั้งระบบ Building Management System (BMS) ในโครงการแนวราบและแนวสูง สิริแคมปัส โรงแรม และโรงงาน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบ BMS ที่นำมาใช้นั้นสามารถตรวจวัดการใช้พลังงานในแต่ละระบบของอาคารได้ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบแสงสว่าง และระบบน้ำ พร้อมทั้งแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ดกลาง ซึ่งช่วยให้แสนสิริสามารถติดตาม วิเคราะห์ และปรับปรุงการใช้พลังงานได้อย่างแม่นยำ ระบบ BMS ยังมีฟังก์ชันแจ้งเตือนเมื่อมีการใช้พลังงานผิดปกติหรือเกินเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงสามารถตั้งค่าการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น การปรับอุณหภูมิอัตโนมัติตามช่วงเวลาใช้งาน หรือการปิดระบบแสงสว่างในพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งาน ทั้งนี้ แสนสิริยังได้เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ BMS เข้ากับระบบรายงานภายใน เพื่อจัดทำรายงานการใช้พลังงานรายเดือนและรายปีในแต่ละโครงการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว และด้วยเหตุนี้ แสนสิริจึงได้กำหนดเป้าหมายในการลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำภายในอาคารของโครงการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม
