ความสำคัญและพันธกิจ

ในปัจจุบัน ความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติยิ่งทวีความรุนแรงและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดบริบทที่หน่วยงานต่างๆ ต้องมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในระดับประเทศและสากลจึงต้องให้ความสำคัญต่อการตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังต้องปรับตัวเพื่อตอบรับความคาดหวังจากผู้บริโภครุ่นใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น โดยต้องพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ซึ่งผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ รวมถึงกิจกรรมทางธุรกิจด้วย

แม้ว่าธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญ แต่กิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า เช่น การใช้ไฟฟ้าของลูกบ้าน การผลิตวัสดุก่อสร้างจากคู่ค้าหรือผู้รับเหมา และการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ ล้วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ แสนสิริจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกภาคส่วนของการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

SDGs 7: พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
เป้าหมายที่ 7
พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
SDGs 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 11
เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
SDGs 13: การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เป้าหมายที่ 13
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายและแนวทางเพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แสนสิริประกาศเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 พร้อมกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

แสนสิริได้ดำเนินการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ครอบคลุมทุกขอบเขต โดยยึดตามมาตรฐานสากล โดยยึดตามแนวทาง Greenhouse Gas Protocol: A Corporate Accounting and Reporting Standard (2004) มาใช้เป็นกรอบหลักในการจัดทำข้อมูลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ แสนสิริยังได้นำ ปัจจัยการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบางรายการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มาใช้ร่วมด้วย เพื่อสะท้อนบริบทของประเทศ โดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6)

เป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของแสนสิริ
2565 2568 2573 2583 2593
การเก็บข้อมูลปีฐาน
(Scope 1,2,3)
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(Scope 1,2,3)
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(Scope 1,2,3)
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(Scope 1,2,3)
องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
(Scope 1,2,3)
16% 42% 70%
2,397,531 ตัน
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
2,013,926 ตัน
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
1,390,568 ตัน
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
719,259 ตัน
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

* เป้าหมายดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นโดยแสนสิริในปี 2568 เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

** เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (LT-LEDS) ซึ่งมีเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2593

บริษัทยังมีการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาพิจารณาในการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและสอดคล้องกับความยั่งยืนในระยะยาว

ในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แสนสิริได้กำหนดแนวทางในการตอบสนอง และบรรเทาผลกระทบ ตลอดจนความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพิจารณาจากกิจกรรมหลักขององค์กรที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่การวางแผน การก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้งานของลูกค้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แสนสิริได้กำหนดกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization strategy) อย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ครอบคลุมทั้ง การดำเนินงานภายในองค์กร (ขอบเขตที่ 1 และ 2) และ ห่วงโซ่อุปทานรวมถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์ของลูกค้า (ขอบเขตที่ 3) โดยมีการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดทำมาตรการลดการปล่อยที่สามารถวัดผลได้ พร้อมทั้งคำนวณสัดส่วนผลกระทบของแต่ละมาตรการต่อเป้าหมายรวมของบริษัท

ระยะสั้น (ภายในปี 2568)
เปลี่ยนยานพาหนะขององค์กรเป็นพลังงานไฟฟ้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเริ่มนำวัสดุคาร์บอนต่ำมาใช้
ระยะกลาง (ภายในปี 2576 - 2583)
ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ และออกแบบอาคารให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงขึ้น
ระยะยาว (ภายในปี 2593)
บรรลุการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างยั่งยืน

1. การดำเนินงานภายในองค์กร

จากการวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร แสนสิริพบว่า แหล่งสำคัญในขอบเขตที่ 1 มาจากการใช้เชื้อเพลิงในยานพาหนะของบริษัท การเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุปกรณ์ และการใช้สารทำความเย็น ขณะที่ขอบเขตที่ 2 มาจากการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารสำนักงานและโครงการต่าง ๆ ซึ่งยังคงพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบสายส่งที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง

เพื่อจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งสำคัญดังกล่าว บริษัทได้กำหนดมาตรการหลัก ได้แก่

การเปลี่ยนยานพาหนะขององค์กรเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

โดยตั้งเป้าหมายให้ครบ 100% ภายในปี 2568

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสารทำความเย็นและการเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุปกรณ์

บริษัท เริ่มเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ เช่น ดีเซล B10, B20 และปรับมาใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การปรับปรุงการใช้พลังงานในอาคาร

โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 10 ภายในปี 2568 ร้อยละ 15 ภายในปี 2576 และร้อยละ 30 ภายในปี 2593 ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบการใช้พลังงาน (Energy Audit) การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ การออกแบบอาคารให้ลดความร้อน และการใช้ระบบควบคุมพลังงานอัตโนมัติ

การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

โดยมีเป้าหมายใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2593 ผ่านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ การจัดหาพลังงานจากแหล่งผลิตภายนอก (เช่น สัญญาซื้อขายพลังงานระยะยาว) และการใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียนในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดโดยตรงได้

นอกจากนี้ บริษัทจะดำเนินการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายในองค์กร เพื่อสนับสนุนการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้ชัดเจน และดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้และความมีส่วนร่วมของพนักงานในทุกระดับ ผ่านการให้ความรู้ การสื่อสารอย่างโปร่งใส การสร้างแรงจูงใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับข้อเสนอแนะและนวัตกรรม

2. ห่วงโซ่อุปทานและผลิตภัณฑ์

ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 พบว่าแหล่งปล่อยหลักมาจากการใช้วัสดุก่อสร้างในโครงการ และการใช้พลังงานของผู้อยู่อาศัยในอาคารที่บริษัทพัฒนา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการปล่อยที่สูงและมีความซับซ้อนมากกว่าการดำเนินงานภายในองค์กร

เพื่อจัดการกับการปล่อยในห่วงโซ่คุณค่าและระยะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ บริษัทได้กำหนดมาตรการสำคัญ ได้แก่

การจัดซื้อวัสดุคาร์บอนต่ำ

บริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าใช้วัสดุประเภทนี้ ร้อยละ 20 ภายในปี 2568 เพิ่มเป็น ร้อยละ 50 ภายในปี 2576 และ ร้อยละ 50 - 100 ภายในปี 2593

การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน

บริษัทตั้งเป้าหมายให้โครงการที่พัฒนาใหม่ทั้งหมดมีการออกแบบที่คำนึงถึงประสิทธิภาพด้านพลังงานภายในปี 2593 โดยคาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง ร้อยละ 67 เมื่อเทียบกับระดับปี 2565

การติดตั้งระบบผลิตพลังงานหมุนเวียนในผลิตภัณฑ์ใหม่

บริษัท มีเป้าหมายติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ PV ในที่อยู่อาศัยใหม่ทุกหลัง เพื่อให้ครอบคลุม ร้อยละ 21 ของการใช้พลังงานภายในปี 2593

นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับ คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการกำหนดแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืน และการพัฒนาเกณฑ์การคัดเลือกที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้วัสดุคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นต์สูง เช่น ปูนซีเมนต์ โลหะ เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุตกแต่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับผลิตภัณฑ์ บริษัทได้ริเริ่มโครงการนำร่อง “Sansiri Sustainable Home – Prototype 1” โดยร่วมมือกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานกว่า 18 ราย เพื่อพัฒนาแบบบ้านที่ใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุได้ถึงร้อยละ 35 พร้อมออกแบบให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูง ลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 83 และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการดังกล่าวเป็นตัวอย่างเชิงรูปธรรมของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดผลกระทบในระยะยาว

แนวทางการ บริหารจัดการ

แสนสิริคำนึงถึงประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ

จึงกำหนดแนวทางบริหารจัดการโดยมีคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2593 เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืนดูแลให้มีการจัดทำกลยุทธ์ และกรอบการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยวาง 3 กลยุทธ์เพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ได้แก่

01
การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำและใช้พลังงานสะอาด
02
การออกนโยบายด้านธรรมาภิบาลเพื่อลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า
03
การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการคิดค้นและลงทุนในนวัตกรรม

ในส่วนของการขับเคลื่อนเป้าหมายและกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ มีประธานอำนวยการและประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการทำหน้าที่เป็นผู้นำในการมุ่งสู่ความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยมอบหมายให้หน่วยงานด้านความยั่งยืนขององค์กร รับผิดชอบดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์ที่วางไว้ และรายงานผลการดำเนินงานต่อประธานอำนวยการ และประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานต่อไป

โครงสร้างองค์กรในการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คณะกรรมการบริษัท
กำหนดเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร
คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน
จัดทำกลยุทธ์และกรอบการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนเปลงสภาพภูมิอากาศและการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยต้องจัดให้มีหรือเรียกประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตามที่เห็นสมควร
กรรมการผู้จัดการใหญ่​
กำกับดูแลการดำเนินการตามเป้าหมายและกลยุทธ์ที่วางไว้
หน่วยงานต่าง ๆ ของแสนสิริ
ดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์ที่วางไว้ และรายงานผลการดำเนินงาน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท กำหนดให้ผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนองค์กร เพื่อสร้างแรงจูงใจและความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ บริษัท ตระหนักถึงความสำคัญของการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเข้าร่วมและสนับสนุนหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง บริษัท มุ่งมั่นดำเนินงานให้สอดคล้องกับจุดยืนของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แสนสิริเป็นสมาชิกและนโยบายของบริษัท พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนานโยบายและกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หน่วยงานหรือองค์กร การสนับสนุน/การมีส่วนร่วม
เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainism เข้าร่วมโครงการ Climate Action Forum และมีบทบาทในฐานะพันธมิตรในการสนับสนุนกิจกรรมและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) เข้าร่วมโครงการอบรมและเสวนา เพื่อความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มากขึ้น

การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แสนสิริมีกระบวนการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยบริษัทได้มีการนำความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise risk) เพื่อประเมินผลกระทบและกำหนดมาตรการรับมืออย่างเป็นระบบ โดยในปี 2568 แสนสิริมีการระบุและประเมินความเสี่ยงที่่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ ทั้งที่เป็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน และความเสี่ยงทางกายภาพ ซึ่งครอบคลุมทั้งความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน ความเสี่ยงด้านการเงิน และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ พร้อมทั้งมีการระบุมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้โดยสังเขป ดังนี้

ความเสี่ยงและโอกาส ผลกระทบทางการเงินและการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัท กลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยง ระดับความเสี่ยง ประเภทของความเสี่ยง
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน
1. นโยบาย กฎเกณฑ์และข้อบังคับ
  • การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนไดออกไซด์และสภาพภูมิอากาศ (ระยะสั้นและระยะยาว 3-20 ปี)
  • ต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) สูงขึ้นจากการปฏิบัติตามกฎหมายหรือเกณฑ์ใหม่ที่มีความซับซ้อน
  • ราคาคาร์บอนสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการขายโครงการ/บริการลดลง เนื่องจากคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมไม่ดี
  • เข้าร่วมโครงการเพื่อลดการใช้พลังงาน/ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
  • ลงทุนในนวัตกรรมหรือเครื่องมือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • รวมราคาคาร์บอนเข้ากับการดำเนินงานและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
ระดับกลาง
  • ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ
  • ความเสี่ยงด้านการเงิน
2. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
  • ความอยู่รอดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด (ระยะยาว: มากกว่า 10-30 ปี)
  • การใช้อุปกรณ์/เครื่องจักรที่ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ (ระยะกลาง: มากกว่า 3-10 ปี)
  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลดการใช้พลังงาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุน (CAPEX) ในเทคโนโลยีและนวัตกรรม
  • การปรับปรุงกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) สูงขึ้น
  • สำรวจและลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการลดปริมาณการปล่อยมลพิษ
  • สนับสนุนงานวิจัย ออกแบบ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • มุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
ระดับต่ำ
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน
  • ความเสี่ยงด้านการเงิน
3. การเปลี่ยนแปลงทางการตลาด
  • ขั้นตอนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น (ระยะยาว: มากกว่า 10-20 ปี)
  • เส้นทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) (ระยะยาว: มากกว่า 10-20 ปี)
  • ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อรายได้และการประเมินมูลค่า
  • ติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของบริษัท
  • กำหนดเป้าหมายในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษ
  • สำรวจการใช้เชื้อเพลิงที่มีการปล่อยมลพิษต่ำหรือการใช้เป็นศูนย์ในเชิงพาณิชย์
ระดับต่ำ
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน
  • ความเสี่ยวงด้านการเงิน
4. ภาพลักษณ์องค์กร
  • ความกังวลของผู้มีส่วนได้เสีย
  • ความต้องการสินค้าและบริการลดลงจากการรับรู้ภาพลักษณ์ของบริษัทในแง่ลบ (ระยะกลาง 3-10 ปี)
  • ผลกระทบต่อการดำเนินงานและส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัท
  • การเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
  • วาง Green Roadmap เพื่อลดการใช้พลังงานและปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
  • กำหนดนโยบาย และเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ระดับต่ำ
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
ความเสี่ยงทางกายภาพ
1. ภัยธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลัน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • อุณหภูมิสูงขึ้น
  • อุทกภัย (ระยะยาว: มากกว่า 10-20 ปี)
  • สร้างความเสียหายต่อประชากร ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม
  • ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนโครงการโดยรวม (CAPEX)
  • การหยุดชะงักของกระบวนการก่อสร้าง
  • การหยุดชะงักของการให้บริการลูกค้าที่โครงการ
  • การผนวกสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท
  • ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางระบบป้องกันและบรรเทาเหตุการณ์น้ำท่วม/พายุ/ภัยแล้ง รวมถึงกำหนดแผนการจัดการเมื่อเกิดเหตุขึ้น
  • ปรับปรุงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจทุกปี เพื่อให้บริษัท สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
  • วางแผนในการจัดซื้อล่วงหน้า รวมถึงแผนงานบริหารการขายให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ระดับต่ำ
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน
  • ความเสี่ยงด้านการเงิน
2. การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในระยะยาว
  • ส่งผลให้เกิดพายุที่มีความรุนแรง/ ภัยแล้ง (ระยะยาว: มากกว่า 10-20 ปี)
  • ต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) และต้นทุนการลงทุน(CAPEX) ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการบรรเทาผลกระทบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้น
  • สร้างความเสียหายต่อประชากร ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม
ระดับต่ำ
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน
  • ความเสี่ยงด้านการเงิน

แสนสิริได้ดำเนินการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานด้านการประเมินความเสี่ยง และหน่วยงานด้านความยั่งยืน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ราคาคาร์บอนภายในองค์กร

แสนสิริได้วางแผนการนำ ราคาคาร์บอนภายในองค์กรมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ขององค์กร โดยมุ่งหวังให้การบริหารจัดการคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวางแผนธุรกิจและการลงทุนอย่างเป็นระบบ

ในระยะเริ่มต้น บริษัทจะนำแนวคิด ราคาเงา (Shadow Price) มาใช้ในการคำนวณต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) เพื่อประกอบการพิจารณาการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ โดยอัตราราคาอ้างอิงจะพิจารณาจากข้อมูลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งอิงจากปริมาณและมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทยภายใต้โครงการ T-VERs และในระยะยาว บริษัทมีแผนขยายการใช้ราคาคาร์บอนแบบคำนวณย้อนกลับ (Implicit Carbon Price) ครอบคลุมทุกหน่วยงานขององค์กร เพื่อสะท้อนต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน และสร้างแรงจูงใจให้แต่ละหน่วยงานพิจารณาการลงทุนด้านเงินลงทุน (CAPEX) ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

การนำราคาคาร์บอนภายในมาใช้ ไม่เพียงช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกทางการเงินและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยเตรียมความพร้อมให้บริษัท สามารถรับมือกับความเป็นไปได้ของการจัดเก็บ ภาษีคาร์บอน หรือมาตรการด้านราคาคาร์บอนในอนาคต อันจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

ในปี 2568 แสนสิริมีการดำเนินงานตามเป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำดังต่อไปนี้

ติดตั้งแผงโซลาร์ที่ลานจอดรถ อาคารสิริ แคมปัส
  • ซึ่งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดได้กว่า 10,832.4 กิโลวัตต์ต่อเดือน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 5.41 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน

ส่งเสริมการแยกขยะรีไซเคิลได้ 2,463 ตัน
  • คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 668 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ใช้พลังงานสะอาดในโครงการที่อยู่อาศัยที่ผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์ 975,347 kWh ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ต่อการใช้พลังงานทั้งหมด
  • โครงการแนวราบ 761,118 kWh คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 342.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

  • โครงการแนวสูง 214,229 kWh คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 96.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

อัตราการใช้พลังงาน

(หน่วย: กิกะจูล)

นอกจากนี้ แสนสิริได้ดำเนินการลดการใช้พลังงาน โดยปรับปรุงและลงทุนในอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ พร้อมรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงานให้ใส่ใจและมีส่วนร่วมในการประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งจัดให้มีการติดตามผล

โดยในปี 2568 อัตราการใช้พลังงานภายในองค์กร (Energy Intensity)
เพิ่มขึ้น 0.95 กิกะจูลต่อรายได้ (ล้านบาท) เทียบจากผลการดำเนินงานปี 2565 หรือคิดเป็นร้อยละ 34 ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรในการลดการใช้พลังงานที่ร้อยละ 16 เทียบจากปี 2565

ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถส่วนกลาง และรถรับส่งพนักงานของแสนสิริ รวมถึงสนับสนุนให้พนักงานเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แสนสิริได้ทบทวนการดำเนินการและมีมาตรการในการจัดการพลังงานในส่วนอื่น ๆ ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายในปีถัดไป

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
ลูกค้า ผู้เช่า และผู้อาศัย
ลูกค้า ผู้เช่า และผู้อาศัย
คู่ค้าและพันธมิตร
คู่ค้าและพันธมิตร
คู่แข่งทางการค้า
คู่แข่งทางการค้า